วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ม.๖๘๐



          มาตรา ๖๘๐  อันว่าค้ำประกันนั้น คือ[1]สัญญาซึ่ง[2]บุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกัน [3]ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
          อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มี[4]หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่


[1] สัญญาค้ำประกันเป็นตราสารที่ต้องติดอากรแสตมป์
[2] บุคคลภายนอก เป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ตัวลูกหนี้เอง
[3] ผู้ค้ำประกันต้องผูกพันตนกับเจ้าหนี้เท่านั้น ถ้ามิได้ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้แต่ไปผูกพันกับบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงสัญญาธรรมดาไม่บังคับตามสัญญาค้ำประกัน เช่น ก.ให้ข.เป็นผู้ค้ำประกัน นายเอ ต่อเจ้าหนี้ในการส่งข้าวไปขาย โดยตกลงว่าหากเกิดความเสียหายในการค้ำประกันจะยอมรับผิด ก.ไม่ได้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้แต่ค้ำประกันกับผู้ค้ำ จึงเป็นเพียงสัญญาธรรมดาไม่เอาหลักสัญญาค้ำประกันไปใช้ , ผู้ค้ำประกันสามารถเข้าผูกพันทำสัญญาค้ำประกันโดยตรงกับเจ้าหนี้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้เห็นยินยอมของลูกหนี้
[4] หลักฐานเป็นหนังสือ หมายความว่า ในหนังสือนั้นอ่านแล้วต้องมีข้อความแสดงให้เข้าใจว่า เป็นการค้ำประกันและมีลายมือชื่อผู้ค้ำประกันและมีลายมือชื่อผู้ค้ำประกันไว้เป็นสำคัญ  หนังสือที่แสดงข้อความดังกล่าว จะเป็นเอกสารจดหมายหรือหนังสืออะไรก็ได้  จะมีอยู่ฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ไม่เป็นปัญหา สำคัญอยู่ที่ว่า เมื่ออ่านรวมกันแล้ว ต้องเข้าใจได้ว่า มีการค้ำประกันจริงและมีลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ  ทั้งหลักฐานเป็นหนังสือนี้ก็ไม่ต้องมีอยู่แล้วในขณะทำสัญญา อาจทำขึ้นภายหลังก็ได้ และไม่จำต้องมีข้อความที่ผู้ค้ำประกันสัญญากับเจ้าหนี้โดยตรง  และเจ้าหนี้ก็ไม่จำต้องลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันด้วยไม่

ม.๖๘๑



มาตรา ๖๘๑  ค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อ[1]หนี้อันสมบูรณ์
          [2]หนี้ในอนาคตหรือ[3]หนี้มีเงื่อนไข จะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้
          หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วย[4]ความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้น ก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน


[1] หนี้อันสมบูรณ์ หมายถึง  หนี้ที่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีผลผูกพันกันได้ตามกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะหรือตกเป็นอันเสียเปล่าไปด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามบทบัญญัติในบรรพ ๑ ว่าด้วยนิติกรรม เช่น ไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
[2] หนี้ในอนาคต หมายถึงหนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นในขณะทำสัญญาค้ำประกัน  แต่อาจจะเกิดขึ้นหรือมีผลได้จริงในภายหน้า เช่น สัญญาค้ำประกันสัญญาจ้างแรงงาน,สัญญาค้ำประกันลูกจ้างเข้าทำงาน โดยปกติผู้ค้ำประกันรับผิดชอบเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ลูกหนี้กระทำเท่านั้น,หากมีกาีรเปลี่ยนตำแหน่งให้นอกเหนือสัญญาค้ำประกัน และไปทำความเสียหายในตำแหน่งและหน้าที่ใหม่ ดังนี้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด๑๕๐๑/๔๘ ,แต่การเลื่อนตำแหน่งผู้ค้ำยังต้องรับผิด,การค้ำประกันผู้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ หากมีการขอขยายระยะเวลาถือว่าอยู่ในข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันแล้ว
[3] หนี้มีเงื่อนไข หมายถึง หนี้ที่ยังไม่เป็นผลหรือสิ้นผลในขณะทำสัญญา  แต่อาจเป็นผลหรือสิ้นผลก็ได้ในภายหน้าขึ้นอยู่กับเหตุการณ์อันไม่แน่นอนในอนาคต ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
[4] “ความสำคัญผิด” หมายความว่า เฉพาะความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ ซึ่งทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ  ซึ่งจะไม่รวมความสำคัญผิดที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะซึ่งจะเข้าหลักม.๖๘๑